BkkSquare

การหายใจ

เพราะโรคร้ายที่เกิดขึ้นกับปอด ไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็งปอด เยื่อหุ้มปอดอักเสบ ถุงลมโป่งพอง วัณโรค โรคร้ายเหล่านี้มักจะส่งผลกระทบต่อการหายใจ เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการไอ หายใจลำบาก

คุณแอนโธนี่ วี ชาวสิงคโปร์ได้คิดค้นวิธีการหายใจโดยประยุกต์หลายศาสตร์เข้าด้วยกัน กลายเป็น ‘ชี่ไดนามิกส์’ เทคนิควิธีการหายใจ กำหนดจิตสร้างสมาธิ ช่วยปรับการหายใจให้หายใจได้เต็มปอด สามารถนำก๊าซออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย และขับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากร่างกายได้ดี

ก่อนฝึกหายใจแบบชี่ไดนามิกส์ ให้หาที่นอนในบริเวณที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก นอนหงายให้เท้าอยู่ในระดับสูงกว่าศีรษะ เพื่อให้โลหิตไหลเวียนได้สะดวก

จากนั้นหายใจออกช้า ๆ จนรู้สึกว่าลมหายใจออกหมด แล้วจึงเกร็งตัวพร้อมยำตัวขึ้นและขมิบก้นเล็กน้อยเพื่อไล่ลมออกเพิ่มเติม ต่อเนื่องด้วยการกลั้นหายใจเพียง 4 วินาที ครบแล้วให้หายใจเข้าช้า ๆ จนเต็มปอด กลั้นหายใจไว้ 4 วินาที และหายใจออก ทำในลักษณะเช่นเดียวกันนี้ราว 30 นาที – 1 ชั่วโมง เพื่อให้ปอดแข็งแรง และขยายตัวได้เต็มที่ อีกทั้งยังรู้สึกสดชื่น กระฉับกระเฉง.

ที่มา : women.sanook.com

โดย : บุษกร ภู่แส

กรณีผู้เข้ารับผ่าตัดตาต้อกระจกติดเชื้อ จนถึงขั้นสูญเสียการมองเห็น ทำให้เกิดคำถามว่า โรงพยาบาลที่น่าจะปลอดภัยที่สุด ทำไมจึงแพร่เชื้อได้

ศ.นพ.สมหวัง ด่านชัยวิจิตร ประธานราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทยในฐานะผู้เชี่ยวโรคติดเชื้อในโรง พยาบาลไม่ปฏิเสธว่า ทุกที่ในโรงพยาบาลล้วนแต่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อ ไม่เว้นแม้แต่ห้องผ่าตัดที่มีมาตรการควบคุมอย่างเข้มงวด เนื่องจากเชื้อโรคมีทุกหนแห่ง

“โลกนี้ไม่มีอะไรที่ปลอดภัย 100% แม้ว่าในทางการแพทย์จะต้องการให้ความเสี่ยงเป็น 0% หรือว่าเสี่ยงน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ต้องยอมรับว่าคนที่เข้ามาในโรงพยาบาลนั้นเสี่ยงติดเชื้อ (โรค) แทบทั้งนั้น ต่อให้หมอเองก็เถอะ”

การติดเชื้อในโรงพยาบาลมักเกิดกับคนไข้ที่จำเป็นต้องใส่อุปกรณ์เข้าไปใน ร่างกาย เช่น ผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจ สายสวนปัสสาวะ การให้สารน้ำเข้าทางหลอดเลือด การฉีดยา การเจาะเลือด การเจาะตรวจต่างๆ เป็นต้น

ปัจจุบันการติดเชื้อในโรงพยาบาลที่พบมากที่สุดในไทย คือ อันดับแรกการติดเชื้อที่ปอด พบประมาณ 1 ใน 3 รองลงมาคือการติดเชื้อที่ทางเดินปัสสาวะ ซึ่งมีอัตราการติดเชื้อน้อยลง และมีแนวโน้มลดลง และ อันดับสามการติดเชื้อจากแผลผ่าตัด Read the rest of this entry »

นักวิจัยจากสหรัฐและอังกฤษเปิดเผยว่า การใช้ยาลดความดันโลหิตและยาลดระดับน้ำตาลในเลือด ไม่สามารถหยุดยั้งการเป็นเบาหวานในกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงเป็นโรคนี้ได้ วิธีเดียวที่จะลดความเสี่ยงได้มากที่สุดคือหมั่นออกกำลังกายและทานอาหารที่ มีประโยชน์ต่อสุขภาพ

การทดลองกับประชาชนกว่า 9,000 คน ซึ่งนำออกเผยแพร่ทางวารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์ ซึ่งคนเหล่านี้แพทย์วินิจฉัยว่ามีความบกพร่องเกี่ยวกับ อินซูลิน ทำให้นำตาลในเลือดและในร่างกายไม่ตอบสนองต่ออินซูลินอย่างที่ควรจะเป็น ซึ่งจะนำไปสู่การเป็นเบาหวานประเภทที่ 2 ในอนาคต

นักวิจัยได้ทดลองด้วยการให้ยาลดระดับความดันโลหิตและยาที่ลดระดับน้ำตาล ในเลือดกับยาหลอกเพื่อหาความแตกต่างในการพัฒนาไปสู่เบาหวาน ซึ่งผลการวิจัยจากคนไข้ใน 40 ประเทศพบว่าการทานยาจริงหรือทานยาหลอกก็แทบไม่มีความแตกต่างกันในการป้องกัน เบาหวาน อีกทั้งไม่อาจป้องกันหัวใจวายและเส้นเลือดไปเลี้ยงสมองแตกได้

นอกจากนี้ ยังพบว่ายาลดระดับน้ำตาลในเลือดทำให้กลุ่มตัวอย่าง 1 ใน 3 ที่ใช้ยาชนิดนี้เป็นเบาหวานภายใน 5 ปี ศ.รูรี โฮลแมน ผู้อำนวยการหน่วยทดลองเบาหวานของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด กล่าวว่า วิธีการรักษาที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของคนที่มีความเสี่ยงสูงเป็นเบา หวานคือการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตด้วยการควบคุมอาหารและการออกกำลังกาย

เขาชี้ว่า ผลการศึกษาหลายๆ ชิ้นพบว่า การทำให้ร่างกายน้ำหนักลดลง 5 % ก็เห็นถึงความแตกต่างกันของการพัฒนาไปสู่โรคเบาหวาน ขณะที่นักวิจัยของศูนย์โรคเบาหวานแห่งสหราชอาณาจักร ระบุว่าไม่มีวิธีการที่รวดเร็วและง่ายดายที่จะป้องกันโรคเบาหวานประเภทที่ 2 วิธีป้องกันที่ดีที่สุดขณะนี้คือเลือกรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อ สุขภาพและหมั่นออกกำลังกายเท่านั้น

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก Getty Images
ที่มา : women.sanook.com

โดย : นพ.อานนท์ เรืองอุตมานันท์

เมื่อ พูดเรื่องของกลิ่น ก็ต้องแยกกันระหว่างกลิ่นตัวกลิ่นกายที่หอมโดยธรรมชาติ กับกลิ่นตัวที่เกิดจากการหมักหมมไม่ยอมอาบน้ำเพราะค่าน้ำขึ้นราคา ในภาษาไทยเราก็ไม่มีคำเฉพาะที่สามารถบรรยายให้เข้าใจได้ชัดเจน แต่ในภาษาอังกฤษ กลิ่นตัวหอมๆ เราจะเรียกว่า “Scent” ส่วนกลิ่นตัวเหม็นๆ ก็จะเรียกว่า “Odor”


กลิ่นธรรมชาติให้มา

กลิ่นตัวกลิ่นกายที่หอมโดยธรรมชาติ เป็นกลิ่นหอมที่ติดตัวมาโดยไม่ต้องไปแต่งเติมอะไร เหมือนกับกลิ่นของเด็กทารก มันมีกลิ่นแบบนี้ของมันเองโดยธรรมชาติ ไม่ต้องใช้แป้งเด็ก ไม่ต้องใช้โลชั่นใดๆ กลิ่นหอมของเด็กก็จะทำให้เรารู้สึกสงบลง อ่อนโยน และรู้สึกว่าต้องทะนุถนอมดูแล น่ากอด น่าอุ้ม…แป้งเด็กที่มีขายออกมาก็มีกลิ่นหอมเบาๆ คล้ายๆ กลิ่นของเด็กโดยธรรมชาติแหละ

พอโตขึ้นเป็นหนุ่มเป็นสาวก็มีกลิ่นกายที่เปลี่ยนไป กลิ่นเนื้อหนุ่มดูไม่ค่อยชัดเจนเท่ากลิ่นเนื้อสาว กลิ่นเนื้อสาวแบบธรรมชาติ เป็นกลิ่นที่ทำให้เกิดความรู้สึกถึงความอ่อนโยน บอบบาง น่าทะนุถนอม เป็นกลิ่นที่ดึงดูดความสนใจของเพศตรงข้าม กลิ่นนี้เป็นลักษณะเฉพาะคน บางคนมี บางคนก็ไม่มี ผู้หญิงประเภทสาวห้าวทอมบอย จะไม่ค่อยมีกลิ่นอย่างที่ว่าหรอกค่ะ

กลิ่นกายของคนเราก็คงมีลักษณะคล้ายๆ กับฟีโรโมน (Pheromone) คือ สัตว์บางชนิดสามารถปล่อยกลิ่น หรือสารเคมีบางอย่างออกมา เพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้น หรือเป็นการดึงดูดความสนใจ กระตุ้นเกี้ยวพาราสีในช่วงฤดูกาลผสมพันธุ์ ในคนเราไม่มีฟีโรโมนชัดเจนเหมือนกับสัตว์ การกระตุ้นดึงดูดด้วยฟีโรโมนเป็นเรื่องง่ายเกินไปสำหรับมนุษย์ หากคนเรามีฟีโรโมนเหมือนกับสัตว์ สงสัยคงยุ่งแน่ ตรงไหนที่มีการปิ๊งกัน คงมีกลิ่นของคนโน้น คนนี้ปนกันเต็มไปหมดแต่การที่คนเราจะปิ๊งกันได้ ก็ต้องมีองค์ประกอบมากมาย กลิ่นอย่างเดียวไม่พอหรอกครับ ส่วนมากแล้วหนุ่มสาวก็มักจะมีภาพของคู่ตนในใจเอาไว้อยู่แล้ว …หนุ่มคนนั้นต้องมีหน้าตาแบบนี้นะ รูปร่าง บุคลิก นิสัยอย่างนี้นะ แถมบางทีก็ต้องมีข้อแม้เพิ่มเติมอีก เช่น ต้องมีรถโก้ๆ ฯลฯ ดังนั้นสังคมมนุษย์มันมีอิทธิพลประกอบอย่างอื่นเยอะ มีฟีโรโมนออกมาเยอะยังไง ก็ช่วยอะไรได้ไม่มากนักนะคะ

กลิ่น..ดับอารมณ์

พูดถึงกลิ่นดีๆแล้ว ก็เลยขอว่าถึงกลิ่นที่ไม่ดีด้วยแล้วกันนะ กลิ่นไม่ดีอาจทำให้หมดอารมณ์ไปดื้อๆ เลยก็ได้ กลิ่นที่เกิดขึ้นในผู้ชายก็มักเป็นกลิ่นตัวจากเหงื่อไคล จากจุดอับต่างๆ เช่น ซอกรักแร้ หากเคยเจอที่มันเหม็นจริงๆ รับรองเห็นจนสลบไปเลยครับ กลิ่นที่ว่าก็เกิดจากการที่มีแบคทีเรียเจริญเติบโตสะสมอยู่ในจุดอับเป็น จำนวนมาก พอมีเหงื่อไคลอับชื้น มันก็จะย่อยสลายโดยแบคทีเรียเกิดเป็นกลิ่นเหม็นๆ ออกมา

ดังนั้นหากมีกลิ่นตัวแรงๆ กลิ่นเต่าพลังสูงก็ต้องหมั่นดูแลรักษาความสะอาดอาบน้ำบ่อยๆ ใช้สบู่ที่สามารถฆ่าเชื้อโรค ลดจำนวนสะสมของแบคทีเรียได้ หรือถ้าสุดความสามารถแล้วก็ต้องใช้น้ำหอม หรือลูกกลิ้งดับกลิ่นเฉพาะที่บ้าง

จุดที่มีกลิ่นไม่ดีอีกที่ของผู้ชายก็คือที่หนังหุ้มปลายนั่นแหละ ปกติแล้วผู้ชายที่มีหนังหุ้มปลายหลงเหลืออยู่ ยังไม่โดนขลิบไปเสียก่อน เวลาอาบน้ำก็ต้องรูดลงมาขัดสีฉวีวรรณตามซอกคอของหนังหุ้มปลายทุกวันให้เป็น กิจวัตร หากมีหนังหุ้มปลายแล้วไม่ล้างให้สะอาดก็จะเกิดการหมักหมม มีกลิ่นเหม็น

กลิ่นไม่ดีที่เกิดขึ้นในผู้หญิง ก็มักจะเกิดขึ้นตรงจุดสำคัญคล้ายปากกับช่องคลอด เยื่อบุช่องปากกับเยื่อบุช่องคลอดก็คล้ายคลึงกันมาก ปากต้องมีน้ำลายหล่อเลี้ยง ช่องคลอดก็ต้องมีน้ำเป็นมูกหล่อเลี้ยงตลอดเวลา สำหรับปากเราสามารถแปรงฟันทำความสะอาดได้ง่าย แต่สำหรับช่องคลอด เราไม่ค่อยได้ดูแลรักษาความสะอาดมันเท่ากับช่องปากเลย บางทีก็เกิดการหมักหมมภายใน มูกตกขาวที่มีส่วนประกอบเป็นแป้งก็มีการบูดเสีย มีกลิ่นตามมาได้ ยิ่งหากมีการอักเสบติดเชื้อก็ยิ่งมีกลิ่นมากขึ้น

คุณผู้หญิงที่มีกลิ่นเหม็นในบริเวณจุดสำคัญตรงนี้ต้องหมั่นดูแล ความสะอาดให้ดี อย่าให้มีการสะสมของเชื้อโรค หากรู้สึกว่าตกขาวออกมาผิดปกติ มีสีเขียว สีเหลือง มีกลิ่นแรง ก็ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษา

ขอบคุณข้อมูล : นิตยสาร โมเดิร์นมัม